The kissing Booth
  • คะแนนภาค 1 – 7/10
  • คะแนนภาค 2 – 7.5/10
  • คะแนนภาค 3 – 6/10

สรุป

รีวิวภาค 1-2 ภาพยนตร์ Original Netflix แนวรักโรแมนติกวัยรุ่นที่มีจุดขายเรื่องมิตรภาพความสัมพันธ์เพื่อนซี้วัยเด็กจนโต โดยไม่ได้มีเรื่องรักใคร่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยแม้แต่น้อย แต่ก็มีเรื่องโรแมนติกชวนฝันตามสูตรแบบจัดเต็มมาให้คนดูสายนี้ได้ฟินเช่นกัน ตัวเรื่องทั้งสองภาคต่อกันสนิทเป็นเรื่องเดียวกัน อารมณ์กับธีมหลักเหมือนเดิมแต่เติบโตขึ้นตามเหตุการณ์ และก็จบแบบเตรียมทำต่อภาค 3 ต่อไปด้วยครับ

รีวิว ภาค 3 เนื้อเรื่องยังคงวนเวียนกับเรื่องปมทะเลาะกันของลีกับโนอาห์กันเช่นเดิม จนดูเหมือนเรื่องไม่สามารถไปไกลกว่านี้ได้แล้ว ซึ่งภาคนี้ก็คือจบสุดท้ายแล้ว แต่ภาคนี้เลือกจบแบบไม่ฟีลกู๊ด คงทำให้คนดูผิดหวังหนัก แต่ในอีกมุมก็เป็นฉากจบที่ดูเป็นผู้ใหญ่เข้ากับธีมการเติบโตขึ้นของตัวละครครับ

Overall

6.8/10

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน

5 (3 votes)

จุดเด่น

  • มิตรภาพของตัวเอกทั้งคู่ที่เกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่ไม่ได้เป็นเรื่องรักใคร่
  • พระเอกหล่อล่ำครบสูตรทั้ง 2 ภาค ดีงามไม่แพ้กัน
  • ฉากโรแมนติกจัดเต็มเยอะมาก
  • ซุ้มขายจูบตามชื่อเรื่องเป็นจุดพลิกสำคัญของเหตุการณ์หลักทั้งสองภาค
  • นางเอกไม่ได้สวยมาก แต่เน้นอวบฟิตจนล้นทะลักทั้งเรื่อง
  • ฉากแข่งเกมเต้นในภาค 2 ทำได้สนุกมาก

จุดด้อย

  • ลีเพื่อนนางเอกดูง้องแง้งเยอะจนน่ารำคาญได้เหมือนกัน
  • เนื้อเรื่องส่วนของความรักเดินตามสูตรชวนฝันของหนังแนวนี้เป๊ะๆ ไม่มีความแปลกใหม่อะไรเลยสักนิด (เดาตอนจบง่ายทั้ง 2 ภาค)

 

The kissing Booth ภาค 1-2 ภาพยนตร์รักโรแมนติกของ Netflix ที่มีความแปลกตรงเน้นเรื่องมิตรภาพของเพื่อนควบคู่ไปกับความรัก ผ่านซุ้มขายจูบที่เป็นชนวนเหตุของเรื่อง

 The Kissing Booth (2018) on IMDb
6.0/10

ตัวอย่าง The kissing Booth netflix

รีวิว The kissing Booth 1-2

บทความมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนที่เชื่อมภาค 1-2

หนังรักโรแมนติกวัยรุ่นไฮสคูลที่พล็อตมีความแปลกตรงที่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องโรแมนติกทั่วไป แต่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนซี้ “แอลกับลี” ที่ซี้ปึ๊กกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ของทั้งคู่ เกิดพร้อมกัน โตมาพร้อมกัน ตัวติดกันจนดูเหมือนไม่มีอะไรมาแยกจากพวกเขาได้ แต่พวกเขาคิดผิด เมื่อทั้งคู่เริ่มมีความรัก และก็เป็นความรักแบบที่มีโอกาสทำลายความสัมพันธ์นี้ไป พวกเขาทั้คู่จะทำยังไงกับความรักที่เกิดขึ้นมาหลังจากนี้ ที่จุดเริ่มต้นเป็น “ซุ้มขายจูบ” ในงานโรงเรียนที่ทั้งคู่เป็นคนจัดขึ้นมาเอง

kissแม้ชื่อเรื่อง The kissing Booth ซุ้มขายจูบ จะดูเป็นจุดขายของเรื่องนี้ แต่ว่าตัวเรื่องจริงๆ แค่เอาเรื่องซุ้มขายจูบมาเป็นโครงเรื่องหลวมๆ ให้ทั้งคู่หาคนมาเป็นตัวเด่นเรียกคนมาที่ซุ้มนี้ จนกลายเป็นเรื่องราวความรักของหลายคู่ที่มาเปิดเผยกันที่แห่งนี้ ซึ่งรวมถึงตัวแอลนางเอกที่ต้องพบ “โนอาห์” พี่ชายไม้เบื่อไม้เมาของลี ที่เป็นดาวเด่นของโรงเรียน ลีเองก็ต้องพบกับสาวที่ไม่ได้ฝันไว้ แต่กลับมากระชากใจเขาไป ซึ่งตัวเรื่องซุ้มขายจูบนี้จะอยู่ที่กลางเรื่องของภาคแรก ก่อนที่จะเริ่มเข้าเรื่องจริงๆ คือจุดแตกหักความสัมพันธ์ของแอลกับลี ที่มีกฎหลายสิบข้อผูกมัดพวกเขาไว้ไม่ให้ทรยศความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนรัก ที่ไม่ได้มีเรื่องความรักแบบอื่นมาเกี่ยวเลย สำหรับใครที่ดูจากหน้าหนังก็อาจจะผิดคาดสักหน่อยที่คิดว่าเป็นเรื่องรักสามเส้า แต่จริงๆ แล้วตัวเรื่องหลักทั้ง 2 ภาค อยู่ที่ปัญหาความรักมาทำให้มิตรภาพของทั้งคู่มีรอยร้าวจนต้องแแตกแยกกัน ซึ่งตัวเรื่องจะแสดงให้เห็นความผูกพันของทั้งคู่เยอะมาก เวลาในการออกฉากของทั้งสองคนมากกว่าตัวพระเอกของเรื่องทั้ง  2 ภาคเสียอีก

รีวิว The kissing Booth ภาค 1-2-3 หนังรักที่เน้นมิตรภาพของเพื่อนควบคู่ไปกับความรัก 1สำหรับภาคแรกอาจจะรู้สึกขัดใจกับความง้องแง้งของลีที่เสียเพื่อนซี้ไปให้กับความรัก ที่เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนมีค่ามากกว่า แต่ถ้ามองข้ามจุดขัดใจตรงนี้ไปได้ ตัวเรื่องถือว่าสนุกเลย และก็มีการเล่าเรื่องที่สมูธลื่นไหลมาก จากเรื่องแปลกๆ ของทั้งคู่ที่ทำด้วยกัน พร้อมกับกฎที่ทั้งคู่ทำสัญญากันไว้ตั้งแต่เด็กเป็นสิบข้อเป็นตัวอักษรขึ้นมาในฉาก ให้ผู้ชมเข้าใจว่าทั้งคู่ทำอะไรได้ และห้ามทำอะไร ที่จะทำให้มิตรภาพนี้มีปัญหา พอมาในภาคสองก็ยังเล่าเรื่องด้วยกฎหลายข้อแบบเดิม แต่คราวนี้เปลี่ยนปัญหามาที่ลีกับแฟน ที่ทำให้แอลกลายเป็นตกที่นั่งลำบากใจแทน เนื่องจากเป็นก้างขวางคอแบบไม่รู้ตัว  ซึ่งในภาค 2 ตัวบทความสัมพันธ์ตรงนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดใจอะไรอีกแล้ว และบทเป็นธรรมชาติกว่าภาคแรก อาจจะเพราะตัวละครเติบโตขึ้นไม่เกรียนเท่าภาคแรก  แต่ก็ยังคงธีมหลักเดียวกัน ไปจนถึงเรื่องซุ้มขายจูบที่ทั้งคู่ต้องจัดอีกครั้งในชั้นปีสุดท้าย

รีวิว The kissing Booth ภาค 1-2-3 หนังรักที่เน้นมิตรภาพของเพื่อนควบคู่ไปกับความรัก 2นอกจากที่ว่ามาแล้ว เรื่องนี้ยังเน้นขายความโรแมนติกแบบจัดเต็มมาก มากขนาดที่เรียกว่าไกลเกินฉากจูบปกติทั่วไป แต่ไปถึงฉาก SEX อยู่หลายครั้ง ซึ่งตัวพระเอก “โนอาห์” เองก็สูงปรี๊ดหล่อล่ำรักจริงแสนดีครบสูตร บทก็น้ำเน่ามากที่มาตกหลุมรักผู้หญิงที่เพี้ยนๆ แก่นแก้วเพื่อนรักของน้องชาย เพราะเข้าใจผิดว่าแอลดันไม่หลงไหลเขาแบบผู้หญิงคนอื่น แต่ที่จริงแอลก็เหล่โนอาห์ตลอดอยู่แล้ว ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้ปิดบังอะไรตรงนี้เลย ตั้งแต่เริ่มแรกมาตัวนางเอกก็แอบชอบโนอาร์อยู่แล้ว แต่ติดที่กฎความสัมพันธ์กับลีห้ามเป็นแฟนกับคนในครอบครัวของกันและกัน เนื่องจากตัวเรื่องเน้นที่ปัญหาความขัดแย้งของทั้งคู่มากกว่า ส่วนของความรักจึงออกมาง่ายๆ ตามสูตรเป๊ะไปหมดเหมือนเจ้าหญิงเจอเจ้าชายในฝัน แต่เรื่องก็ไม่ได้ใส่โนอาห์มากลวงๆ แค่ทำให้เป็นปัญหา แต่ก็มีมุมมองความคิดของโนอาห์เองด้วยว่าเขาจะมาช่วยนางเอกแก้ปัญหาความสัมพันธ์นี้ได้อย่างไร

รีวิว The kissing Booth ภาค 1-2-3 หนังรักที่เน้นมิตรภาพของเพื่อนควบคู่ไปกับความรัก 3ส่วนในภาค 2 ก็จะเป็นเรื่องของนางเอกที่ต้องห่างไกลกับโนอาร์ หลังจากที่เขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ตัวเรื่องจึงเล่นปัญหาความรักห่างไกลที่ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ และก็ใส่ตัวละครพระเอกคนใหม่ในภาค 2 เข้ามา เป็นนักเรียนใหม่ “มาร์โค” หนุ่มชวนฝันไม่แพ้ภาคแรก ซึ่งตัวเรื่องก็ทำฉากโรแมนติกได้ดีเหมือนภาคแรก แต่จะไม่มีพวกฉาก SEX หรือจูบพร่ำเพรื่อแบบภาคแรก ซึ่งก็เป็นไปตามบทที่มาร์โคก็รู้ว่านางเอกมีแฟนแล้ว นางเอกเองก็พยายามห้ามใจไม่ให้เกินเลยกับเขา ตรงจุดนี้ทำให้หนังดูมีลุ้นมากกว่าภาคแรกที่เปิดมารู้อยู่แล้วว่าทั้งคู่มีใจให้กัน และก็ทำให้ตัวเรื่องความรักตรงนี้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าภาคแรกที่ดูปั้นแต่งให้รักกันตามสูตรมากไปหน่อย (ถ้าไม่นับเรื่องหนุ่มหล่อมารุมรักนางเอกที่ก็ไม่ได้สวยอะไรมากด้วยนะ) แต่ตอนจบของภาค 2 อาจจะขัดใจที่หนังเลือกเดินตามสูตรเกินไปอีกครั้ง

รีวิว The kissing Booth ภาค 1-2-3 หนังรักที่เน้นมิตรภาพของเพื่อนควบคู่ไปกับความรัก 4ตัวเรื่องมีส่วนของการเติบโตตัวละครขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ภาคแรกที่นางเอกดูแก่นแก้วห้าวๆ เกรียนๆ ก็ค่อยๆ มีความคิดอ่านดีขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาความสัมพันธ์ของเธอกับลีที่สุดท้ายก็ไม่อาจจะตัวติดกันได้ หลังต่างคนต่างเติบโตมีเส้นทางเดินแต่ละแบบเป็นของตัวเอง ทั้งความรัก การใช้ชีวิต ความชอบที่เพิ่มมาภายหลัง การเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจุดนี้ตัวเรื่องใส่พัฒนาการมาให้ทุกตัวละคร จนเกือบเหมือนแนวทางซีรีส์ ที่ทุกตัวละครมีรายละเอียดเส้นเรื่องของตัวเอง แต่พอทำเป็นหนังเวลาเล่าเรื่องพวกนี้ก็เลยไม่มากเท่านั้น และจากฉากจบในภาค 2 ก็ทิ้งค้างไว้ทำต่อภาค 3 ชัดเจน ซึ่งก็ต้องดูว่าแต่ละคนจะไปต่อยังไงในเรื่องนี้เหมือนซีรีส์ยาวๆ ครับ

รีวิว The kissing Booth 3 (ไม่สปอยล์)

เมื่อถึงช่วงซัมเมอร์ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แอลล์ต้องทำการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต นั่นคือจะย้ายไปอีกฟากของประเทศกับโนอาห์แฟนในฝัน หรือจะทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้โดยไปเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับลีเพื่อนรัก

ต้องเรียกว่าเรื่องพยายามยืดยาวสุดๆ แล้วกับภาคนี้ และก็เป็นภาคสุดท้ายของเรื่องนี้ด้วย ตัวเรื่องต่อจากตอนจบภาคสองเมื่อทั้งสองคู่ลัลล้าสนุกสนานไปด้วยกัน ก่อนที่จะกลับมาพบกับความจริงว่าแอลล์ต้องเลือกมหาวิทยาลัยและทำให้คนหนึ่งต้องเสียใจ ซึ่งก็กลายเป็นว่าแอลล์เลือกไปกับโนอาห์จนเกิดดราม่ากับลีตามสูตร ซึ่งก็พาลให้เรื่องของลีมาเกี่ยวกับโนอาห์ด้วยในเวลาต่อมา กลายเป็นนางเอกมีปมต้องแก้ปัญหาสองฝั่งไปพร้อมกัน ในขณะที่มาร์โคพระรองในภาคสองก็กลับมาอีกครั้ง ประมาณว่ายังลืมเธอไม่ได้ แล้วก็เข้ามาหาในแบบเพื่อนใสๆ จนทำให้โนอาห์เดือดปุดๆ เกิดเป็นดราม่ารักสามเส้าต่ออีกรอบ

เนื้อเรื่องภาคนี้เรียกว่าตันแล้วก็ว่าได้ เพราะวนไปมากับเรื่องทะเลาะง้องอนง้องแง้งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางอย่างก็ดูเข้าท่าอย่างปมรักสามเส้า แต่กับปมของลีที่ในเรื่องนางเอกพยายามเคลียร์ใจด้วยการทำตามลิสต์ฝันในวัยเด็ก 18 ข้อ เอาจริงๆ มันก็ดูสนุกเพลินๆ ที่เห็นสองคนนี้พยายามสร้างมิตรภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายด้วยกันผ่านแชลเลนจ์แปลกๆ สารพัด แต่ในอีกมุมหนึ่งเรื่องมันก็พยายามดราม่ากับปมนี้มากไปหน่อยจนลีดูงี่เง่าเอาแต่ใจเกินไป ในขณะที่นางเอกกลับโตขึ้นมีวุฒิภาวะจนดูเป็นสาวเก่งเว่อร์เกินตัว ซึ่งทำให้เรื่องมันดูง่ายๆ ไปกับความฝันเข้ามหาลัยที่นางเอกสอบติดไปหมด ทำอะไรก็สำเร็จไม่มีผิดพลาดเลย ยกเว้นแค่เรื่องความรักนี่แหละ

แม้ตัวเรื่องจะวนๆ กับเรื่องง้องแง้งมากจนดูซ้ำซาก แต่ก็ต้องชมที่ตัวเรื่องไม่ได้พยายามจะจบแบบฟีลกู๊ดง่ายๆ เหมือนเดิม เรียกว่าการเคลียร์ปมเพื่อจบไตรภาคในครั้งนี้ฉีกออกไป ไม่ใสๆ ดูเป็นผู้ใหญ่จริงจัง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้ชมส่วนใหญ่คงไม่ค่อยชอบใจฉากจบในภาคนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะคนดูต้องการฟีลกู๊ด แต่เรื่องกลับไม่ฟีลกู๊ดอย่างที่หวัง

นี่เป็นภาคที่คนดูมาตลอดก็ยังแนะนำว่าดูให้จบ เพราะถึงแม้เรื่องในภาคนี้จะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนดูได้เหมือนภาคก่อนๆ อยู่เช่นเดิมครับ